Login Form

Vinaora Visitors Counter

2113408
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
467
287
4097
1089637
8807
16843
2113408

Your IP: 54.92.194.75
Server Time: 2017-12-17 08:15:41

บทความดีๆที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน..

ทำODอย่างไร ไม่ให้เสียเที่ยว ?

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 3.75 (2 Votes)

OD คือ อะไร ? ทำไมต้องทำ ? ควรทำเมื่อไหร่? ที่ไหน? แล้วจะให้ใครทำให้ดี? ที่นี่มีคำตอบ...

ปัจจุบัน ถ้าพูดถึงคำว่า?OD หรือ Organization Developmentแล้ว ใครไม่รู้จักหรือทำเป็นงง ก็คงต้องบอกว่า"เชยมากๆ" โดยเฉพาะในวงการสาธารณสุขไทย ? เพราะเราได้ยินคำนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 ปีเห็นจะได้?ซึ่งทางภาคเอกชนมักจะเรียกว่า กิจกรรมพัฒนาทีมงาน หรือ?Team Building นั่นเอง(ที่จริงแล้ว คำว่า Team Building น่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำว่า Organization Development ซะมากกว่า เพราะODนั้นไม่ได้พัฒนาแค่เรื่องการทำงานเป็นทีมเท่านั้น ยังเน้นการพัฒนาตัวเราในฐานะปัจเจกบุคคลอีกด้วย แต่เอกชนเขามีคำนี้คำเดียวที่ดูจะใกลัเคียงมากที่สุด ก็เลยจำเป็นต้องใช้คำนี้ครับ) ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักคำนี้มานานแล้วก็ตาม?แต่ทุกๆครั้งที่เราคิดจะจัด"OD" เราก็ยังต้องเจอกับปัญหาต่างๆมากมาย อีกทั้งองค์กรจำนวนหนึ่ง ก็มักจะเกิดคำถามทั้งก่อนจัดหรือแม้แต่หลังจัดไปแล้วก็ตาม ว่า "ทำODไปแล้ว มันจะได้ประโยชน์คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปหรือเปล่า?" หรือ "ที่ทำไปแล้วเนี่ย มันถูกทางหรือเปล่า?" "ทำไม? บางคนไปมาแล้วไม่เห็นดีขึ้นเลย เลวยังไงก็ยังเลวเหมือนเดิม" "ทำODแล้ว บรรยากาศดีขึ้นก็จริง แต่ก็ดีได้พักเดียว 2-3 เดือนก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม แล้วจะทำไปทำไมให้สิ้นเปลือง? และคำถามอื่นๆอีกมากมาย วันนี้ผมจะขอชี้แจงในฐานะของคนที่เคยอยู่ทั้งฝั่งผู้เข้าสัมมนา ผู้จัดการสัมมนา รวมทั้งในฐานะวิทยากรที่ต้องตอบคำถามเหล่านี้อยู่เป็นประจำ เพื่อให้ท่านมีความเข้าใจมากขึ้นและสามารถตอบผู้บริหารได้ ในกรณีที่ท่านต้องตกกระไดพลอยกระโจน กลายเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบการจัดกิจกรรมODไปซะเอง หรือ ถ้าท่านเป็นผู้บริหารองค์กร ก็จะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า "องค์กรของท่านมีความจำเป็นที่จะต้องจัดกิจกรรมODหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร โดยใคร(ทีมวิทยากร) และที่ไหน

pano3

อันที่จริงแล้ว เราอาจจะใช้คำว่า"OD"กันพร่ำเพรื่อไปซักหน่อย เหมือนกับคำว่า"เศรษฐกิจพอเพียง"ที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้ โดยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง เช่นเดียวกับคำว่า"OD"หรือ"Organization Development" ซึ่งในความหมายที่แท้จริงแล้วมีความลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่แค่การรวมกลุ่มไปเที่ยวด้วยกัน 2-3 วัน มีกิจกรรมสันทนาการร่วมกันนิดหน่อยในช่วงกลางวัน(ไม่ว่าจะในห้องหรือนอกห้องสัมมนาก็ตาม) ตกเย็นเฮฮาปาร์ตี้ ค่ำๆดื่มเหล้า ร้องคาราโอเกะ ดึกนั่งเล่นไพ่ วันรุ่งขึ้นทัศนศึกษา(แวะเที่ยวระหว่างทางขากลับ+ซื้อของฝาก) แบบนี้เราไม่เรียกว่า"OD"หรอกครับ เข้าข่าย"ฉิ่งฉับทัวร์"ซะมากกว่า

ถ้าเราจะให้คำนิยามกับคำว่า "OD" อย่างถูกต้องและครบถ้วนแล้วล่ะก็ เราคงบอกว่า...

OD(Organization Development) หรือที่หน่วยงานภาคเอกชนเขารู้จักกันในชื่อว่า "Team Building"นั่นเอง ความหมายของมัน ก็คือ "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์กรให้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยใช้กระบวนการทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ในการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติ ซึ่งมุ่งเน้นการการปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของตนเองเป็นสำคัญ"

เพราะฉะนั้น ในการไปODแต่ละครั้ง ประโยชน์ที่แท้จริงของODจึงไม่ใช่การที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ แต่กลับเป็นการที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ต่างหาก ดังนั้น เวลาที่เรากลับจากODแล้ว แต่เรากลับมีความรู้สึกว่า"ทำไมคนนั้นคนนี้ไม่เห็นจะเปลี่ยนเลย คนที่เลวยังไงก็เลวยังงั้น" แสดงว่าคนที่ไม่เปลี่ยนแน่ๆคนหนึ่ง ก็คือ"เรา" เพราะถ้าเรามีการเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติในทางที่ดีขึ้น เราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งดีๆในตัวผู้อื่นได้มากขึ้น แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยก็ตาม และก่อนที่เราจะมานั่งสงสัยว่า ทำไมไปทำODมาแล้ว มันถึงไม่ได้ผล? หรือที่เราทำเนี่ย มันมาถูกทางหรือเปล่า? เราคงต้องถามคำถามบางคำถามเสียก่อน นั่นคือ...

1.ทำไมถึงคิดจะทำOD(หรือOD-ESBก็ตาม)?

เราคงต้องตอบให้ได้ว่า เหตุผลที่แท้จริงที่เราต้องทำODคืออะไร เพราะมันมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรมากที่สุด ต้องให้แน่ใจว่ามันมีเหตุผลที่เหมาะสมจริงๆ ไม่ใช่เพราะมันเป็นประเพณีที่ต้องทำทุกปี เพราะเงินเหลือ หรือ เพราะหน่วยงานข้างๆเขาเพิ่งไปทำกันมา ฯลฯ

ถ้าจะสรุปเหตุผลจริงๆที่ทำให้เราต้องทำOD ก็น่าจะเป็นเหตุผลต่อไปนี้ครับ

- บรรยากาศในองค์กรยังดีอยู่ แต่ต้องการรักษาบรรยากาศที่ดีไว้ให้เท่าเดิมหรือดีขึ้นเล็กน้อย ปกติของเดิม บุคลากรรักใคร่กลมเกลียวกันดีอยู่แล้ว ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอย่างดี(ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว องค์กรแบบนี้หายากมากๆครับ) แต่ต้องการรักษาบรรยากาศระดับนี้ไว้หรือให้ดีขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยก็พอ แบบนี้จะใช้ทีมวิทยากรมือใหม่ที่ประสบการณ์ไม่มากนักก็ยังพอไหว หรืออาจใช้แค่บริการของฉิ่งฉับทัวร์(ไกด์ของบริษัททัวร์)มาจัดกิจกรรมสันทนาการให้ก็พอได้ หรือเราจะใช้ทีมสันทนาการของหน่วยงานเราเองก็น่าคงไม่มีปัญหาอะไร

- คนในองค์กรขาดความสามัคคี เกิดความแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย พวกแกพวกฉัน หวาดระแวงกันตลอดเวลา ถ้าเป็นแบบนี้เราคงต้องใช้มืออาชีพที่มีประสบการณ์ จึงจะได้ผลครับ ถ้าเอามือใหม่หรือฉิ่งฉับทัวร์มาทำให้ ส่วนใหญ่แล้ว สถานการณ์มักจะเลวร้ายกว่าเดิมครับ สู้ไม่ทำจะดีกว่า

- ทัศนคติของคนในองค์กรเป็นลบหรือขาดขวัญกำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติหรือกำลังใจในการดำเนินชีวิต ในการทำงานร่วมกัน ในการให้บริการ ฯลฯ แบบนี้ก็ต้องใช้มืออาชีพเช่นกันครับ

- องค์กรกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ ซึ่งมีผลกระทบกับคนในองค์กรทั้งหมด เช่น ช่วงเรื่มโครงการHAใหม่ๆ, ช่วงที่กำลังจะรับการAccredit หรือ ช่วงที่ต้องRe-Accredit ฯลฯ เพราะเป็นช่วงที่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้น สำหรับสถานการณ์นี้ ท่านคงพอจะเดาได้ใช่ไหมครับว่า ต้องเป็นทีมวิทยากรที่มีประสบการณ์และได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง จึงจะเอาอยู่ครับ

- องค์กรที่ประสบความสำเร็จมาซักระยะหนึ่ง และคนในองค์กรส่วนใหญ่เริ่มหมดไฟ มีคนเคยกล่าวว่า"ไม่มีสิ่งใดที่จะล้มเหลวได้มากเท่ากับความสำเร็จอีกแล้ว" หลายท่านอาจจะยังงงๆกับประโยคดังกล่าว แต่มันก็เป็นความจริงครับ หรือคำกล่าวที่ว่า"Good is the enemy of better" เหตุผลก็เพราะว่าเวลาที่เราสามารถบรรลุเป้าหมายบางอย่างขององค์กรได้ เรามักจะมีความรู้สึกว่า"เฮ้อ!..ถึงซะที" หลังจากนั้น เราก็จะโอบกอดความสำเร็จนั้นไว้ตลอดเวลาและไม่คิดจะทำอะไรหลังจากนั้น เพราะรู้สึกว่าเราได้มาถึงเส้นชัยแล้ว ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่า บรรยากาศในองค์กรมันดูเนือยๆไม่คึกคักเท่าที่ควร ชีวิตเหมือนผ่านไปวันๆ ขาดความตื่นเต้นท้าทาย เบื่อๆ เซ็งๆ ?มันก็เหมือนกับการที่ช่างตีเหล็กต้องตีเหล็กตอนที่มัีนเย็นเฉียบ มันคงเป็นไปได้ยาก สิ่งที่เขาจะทำก็คือ เอาเหล็กนั้นไปเผาไฟให้ร้อนแดงเสียก่อน แล้วถึงค่อยตีมัน ดังนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ เราคงต้องใช้วิทยากรที่มีประสบการณ์และมีความสามารถในการปลุกเร้าให้เกิดความกระตือรือร้น สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าสัมมนาเกิดการตั้งเป้าหมายใหม่ๆในการทำงานหรือแม้แต่ในการดำเนินชีวิต จึงจะได้ผลครับ

- องค์กรกำลังมีเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่และยากขึ้น เช่น จากโรงพยาบาลที่ผ่านHAแล้ว และกำลังต้องการเข้าสู่กระบวนการTQA เป็นต้น สถานการณ์นี้ก็คงไม่ต่างจากสถานการณ์ที่แล้วซักเท่าไหร่ เพราะเป็นช่วงที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างและส่งผลกระทบต่อบุคลากรทุกระดับ เพียงแต่จะมีความยุ่งยากซับซ้อนมากกว่า เพราะอย่าลืมว่า องค์กรเพิ่งจะได้รับความสำเร็จมาหมาดๆ กลิ่นไอของความสำเร็จยังไม่จางเลย นี่จะต้องเหนื่อยกันอีกแล้วเหรอ คงจะมีคำถามมากมายจากผู้ปฏิบัติ ซึ่งบางครั้ง ผู้บริหารเองก็อธิบายไม่ไหว แถมพูดไปก็เข้าเนื้อ เพราะถือว่าเป็นคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict of Interest) ดัีงนั้น จึงอาจถูกมองว่า เป็นการสร้างผลงานของผู้บริหารเอง ทั้งๆที่ทำไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่ต้องการจะเห็นองค์กรเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ จำเป็นต้องใช้วิทยากรที่มีทั้งประสบการณ์ในการทำODระดับมืออาชีพและยังต้องมีความเข้าใจในเรื่องการบริหารองค์กรอีกด้วย

พอจะเห็นแล้วนะครับว่า เหตุผลแต่ละเหตุผลที่ทำให้เราต้องจัดกิจกรรมODนั้น บางครั้งก็อาจต้องใช้วิทยากรที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันบ้าง แต่สำหรับวิทยากรที่เป็นมืออาชีพจริงๆแล้ว ไม่ว่าองค์กรของท่านจะมีเหตุผลอะไรในการจัดODก็ตาม เขาก็จะสามารถจัดรูปแบบและกิจกรรมให้เหมาะสมกับเหตุผลและความต้องการขององค์กรท่านได้อยู่ดีครับ ก็เหมือนกับคุณหมอนั่นแหละครับ เขาจะต้องรู้เสียก่อนว่า องค์กรของท่านป่วยเป็นโรคอะไร ซึ่งอาจจะต้องมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจจะต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม(ถ้าจำเป็น) เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วคุณหมอจึงจะสามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง และนำไปสู่การให้การรักษาที่ถูกวิธี

การทำODก็เช่นกันครับ เราต้องวินิจฉัยให้ได้เสียก่อนว่า องค์กรของเรามีปัญหาอะไร เพราะการทำODที่ดี จะต้องจัดInterventions(กิจกรรมต่างๆที่เราบรรจุไว้ในโปรแกรม)ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ ไม่เช่นนั้นก็จะ"เกาไม่ถูกที่คัน"ครับ

หลังจากที่เราได้เหตุผลที่แท้จริงแล้วว่า"ทำไม เราถึงต้องทำOD?" คำถามต่อไปที่เราต้องถาม ก็คือ...

2.จะเลือกทีมวิทยากรทีมไหนดี? ใช้ทีมเดิมที่เคยทำไปแล้วได้หรือไม่?

นี่ก็เป็นปัญหาClassicอีกปัญหาหนึ่งครับที่ผู้รับผิดชอบโครงการต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะไม่รู้จะเลือกทีมวิทยากรทีมไหนดี มันเยอะแยะไปหมด หรือบางทีมดีมากแต่ก็เคยใช้บริการกันไปแล้ว เลยไม่อยากใช้ซ้ำ ทำให้ต้องหาทีมวิทยากรทีมใหม่ทุกครั้งที่ต้องทำOD ผมขอเสนอประเด็นในการพิจารณาทีมวิทยากรODที่เหมาะสมให้ครับ ว่าเราต้องดูอะไรบ้าง

สิ่งที่เราต้องพิจารณาในการเลือกทีมวิทยากรODที่เหมาะสม มีดังนี้

2.1 ประสบการณ์ของทีมวิทยากร ความจริง เราได้พูดกันไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้(ข้อ 1) ว่าเราควรเลือกวิทยากรที่มีประสบการณ์ขนาดไหน อย่างไร เมื่อไหร่ต้องใช้มืออาชีพ เมื่อไหร่ที่เราสามารถใช้วิทยากรมือใหม่หัดขับหรือพวกฉิ่งฉับทัวร์(ไกด์ของบริษัททัวร์ทั้งหลาย)ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าและความสนุกสนานก็อาจจะไม่แพ้กัน แต่อาจไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่องค์กรต้องการแก้ไขก็ได้ ทำให้ผู้จัดถูกผู้เข้าสัมมนาต่อว่าหรือถูกผู้บริหารตำหนิ โรงพยาบาลเสียงบประมาณไปมากมาย เสียเวลาทำงาน เสียเวลาพักผ่อนไปอีก 2-3 วัน และที่สำคัญคือ เสียความรู้สึก ซึ่งผมคิดว่ามันไม่คุ้มกันเลย

2.2 ความสนใจในปัญหา/เหตุผลในการจัดOD ผมว่าการทำOD ก็เหมือนกับการหาเสื้อผ้าใส่แหละครับ ถึงเสื้อผ้าสำเร็จรูป(เสื้อโหล)อาจจะซื้อหาได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารอคอย แถมยังมีราคาย่อมเยาอีกต่างหาก แต่เสื้อผ้าที่ได้รับการตัดเย็บจากช่างตัดเย็บเสื้อผ้ามืออาชีพ ที่มีการวัดสัดส่วนของเราอย่างพิถีพิถันก่อนที่จะทำการตัดเย็บอย่างประณีต น่าจะทำให้เราได้เสื้อผ้าที่สวมสบาย สมส่วนและดูสวยงามมีสง่าราศีมากกว่านะครับ วันนี้ ถ้าท่านได้มีโอกาสติดต่อกับทีมวิทยากรทีมใดก็ตาม แล้วเขาไม่คิดที่จะถามด้วยซ้ำว่า ทำไมองค์กรของท่านถึงคิดจะทำOD หรือ ปัญหาอะไรที่องค์กรของท่านต้องการให้แก้ไข ก็แสดงว่า กิจกรรมและเนื้อหาในหลักสูตรของทีมวิทยากรทีมนั้นก็คงจะเหมือนๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำODให้องค์กรใดๆก็ตาม(เสื้อโหล) ซึ่งถ้าโชคดี ก็อาจจะตรงกับปัญหาหรือความต้องการขององค์กรอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ครอบคลุมอยู่ดี หรือถ้าโชคร้ายกว่านั้น ก็คือ กิจกรรมที่ทำนั้นไม่ตรงกับปัญหาหรือความต้องการขององค์กรของท่านเลยแม้แต่น้อย..เศร้า!

2.3 ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในประเด็นหรือปัญหาที่เราต้องการแก้ไข ยกตัวอย่างเช่น ถ้าประเด็นนึงที่เราต้องการ คือ "การทำงานเป็นทีม" ทีมวิทยากรที่เราเชิญมาก็ควรจะต้องแสดงให้เราได้เห็นถึงการทำงานเป็นทีมแบบมืออาชีพของทีมวิทยากรด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่เชี่ยวชาญแค่ทฤษฏีเท่านั้น แต่โชคร้ายที่เราจะเห็นการทำงานเป็นทีมของเขาได้ก็ต่อเมื่อได้เชิญเขามาทำODให้หน่วยงานของเราแล้ว ซึ่งก็คงจะแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็พอจะมีทางออกอยู่บ้างครับ โดยการลองสืบดูว่า เขาเคยเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานใดที่เรารู้จักบ้าง โทรไปสอบถามดูก็จะรู้ความจริงครับ ส่วนกรณีที่เป็นวิทยากรท่านเดียว(ศิลปินเดี่ยว) ก็อาจจะดูได้ยากสักหน่อย แล้วเราจะสังเกตได้อย่างไร เราก็อาศัยหลักในการสังเกตแบบเดียวกันครับ เพียงแต่ ให้สังเกตรูปแบบ/วิธีการที่เขาทำงานร่วมกับทีมผู้จัด โดยดูจากการประสานงาน การมอบหมายงาน การรับฟังความคิดเห็นของผู้จัด และอื่นๆที่เป็นคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมที่ดีนั้น เขาได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ซึ่งเราอาจจะสอบถามถึงวิธีการทำงานของวิทยากรท่านนั้นๆได้จากหน่วยงานที่เคยเชิญมาแล้วก็ได้ เพราะประเด็นนี้ ก็เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากๆ จากประสบการณ์ที่ผมเคยจัดสัมมนามา เคยเจอเหมือนกันครับที่เราเชิญวิทยากรบางท่านที่มีชื่อเสียงในเรื่องESBมาเป็นวิทยากรให้เรา แต่เรากลับพบว่าวิทยากรท่านนั้น เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางเวลาที่ไม่พอใจ ก็ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนที่ต้องประสานงานด้วย การถามคำถามในห้องสัมมนาบางครั้งทำให้ผู้เข้าสัมมนารู้สึกเป็นพวก"เบาปัญญา"เลยทีเดียว ถึงขนาดที่ว่า ผู้เข้าสัมมนาบางท่านประกาศเลยว่า"ถ้าเชิญวิทยากรคนนี้มาอีก จะไม่ยอมเข้าสัมมนาเด็ดขาด"

2.4 ใช้ทีมวิทยากรซ้ำได้หรือไม่ ประเด็นนี้คงต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้าวิทยากรทีมใดที่ท่านมีความรู้สึกประทับใจกับการทำODในครั้งก่อนๆ แล้วยังมีหลักสูตรต่อยอดที่สามารถจัดสัมมนาให้เกิดความต่อเนื่องได้ หรือ สามารถปรับรูปแบบ/กิจกรรมให้สอดคล้องกันปัญหาของหน่วยงานของเราได้ คงไม่มีปัญหาอะไรถ้าจะใช้ซ้ำ แต่ถ้าเป็นหลักสูตรเดิมๆเนื้อหาเดิมๆก็คงไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แบบนี้เปลี่ยนทีมวิทยากรจะดีกว่าครับ ยังไงก็คงต้องลองสอบถามข้อมูลจากทีมวิทยากรแต่ละทีมดูอีกที เพื่อประกอบการพิจารณาครับ

เหนื่อยหรือยังครับ? เห็นมั้ยครับว่า การจะจัดODแต่ละครั้งเนี่ย มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน แต่เราก็ยังมีคำถามที่ต้องถามเพิ่มอีกครับ นั่นก็คือ...

3.สถานที่ในการจัดสัมมนาจะใช้ที่ไหนดี?

ที่จริงแล้ว คำถามนี้หาคำตอบได้ง่ายมากครับ ถ้าเราตอบ 2 คำถามแรกให้ได้ซะก่อน เพราะคนที่จะช่วยเราตอบคำถามนี้ได้ดีมากๆ ก็คือ "วิทยากร"ที่เราเชิญเขามานั่นเอง หลายหน่วยงานทำผิดพลาดอย่างมาก โดยการไปติดต่อสถานที่จัดสัมมนาไว้ก่อน แล้วถึงค่อยหา"วิทยากร" เรื่องนี้เราคงต้องย้ำกันมากๆเลยครับว่า รูปแบบการทำODของวิทยากรแต่ละทีมนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร ดังนั้น มันจะส่งผลถึงสถานที่ที่เราจะใช้ในการจัดสัมมนาด้วย เช่น ในห้องสัมมนาหรือกลางแจ้ง ขนาดของห้องสัมมนาที่เหมาะสม ระบบแสง สี เสียงของห้องสัมมนา ฯลฯ ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดที่ทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยมากกับคำถามนี้ ก็คือ "ถามอาจารย์ที่รับเป็นวิทยากรให้เราได้เลยครับ"ว่าต้องการสถานที่แบบไหน หรืออาจจะขอคำแนะนำจากวิทยากรก็ได้ว่า จะจัดที่ไหนดี? โดยเราอาจจะกำหนดกรอบกว้างๆที่เราต้องการ เช่น ต้องการประมาณรีสอร์ทตามเขาหรือชายทะเล ภาคไหน จังหวัดไหน งบประมาณมีเท่าไหร่ ฯลฯ ซึ่งท่านจะได้ทางเลือกมากมายและใช้งานได้จริง เพราะต้องยอมรับว่า"อาจารย์"ที่เราตัดสินใจเชิญมาเป็นวิทยากรให้นั้น ท่านน่าจะมีประสบการณ์และข้อมูลในเรื่องนี้ดีกว่าเราแน่นอน

4.จะจัดช่วงเวลาไหน(ของปี)ถึงจะเหมาะ?

อันที่จริงเรื่องที่เราจะจัดเมื่อไหร่ กับเราจะจัดที่ไหน มันมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกครับ เพราะถ้ารูปแบบที่จัดใช้แต่ในห้องสัมมนา จะจัดช่วงไหนของปีก็ได้ครับ ไม่ค่อยมีปํญหามาก แต่เลี่ยงหน้าฝนหน่อยก็จะดีครับ เพราะน่าจะสะดวกในการเดินทางมากกว่า ทั้งการเดินทางจากหน่วยงานไปยังสถานที่สัมมนาหรือการเดินทางจากห้องพักไปเข้าห้องสัมมนา(โดยเฉพาะที่ที่ห้องสัมมนาแยกออกไปอยู่นอกตัวอาคารที่พัก) แต่ถ้ารูปแบบในการสัมมนาเป็นแบบกลางแจ้ง(Out door)ก็คงต้องเลือกในช่วงอื่นๆที่ไม่ใช่หน้าฝนครับ ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวได้จะดีมากๆ เพราะเวลาทำกิจกรรมจะได้ไม่ค่อยเหนื่อยง่ายหรือร้อนเกินไป แต่ถ้าจะให้ชัวร์นะ ผมว่าปรึกษา"อาจารย์"ที่จะเป็นวิทยากรให้นั่นแหละครับง่ายสุด ไม่ต้องปวดหัวอยู่คนเดียว(ใช้ให้คุ้ม ไหนๆก็เชิญมาเป็นวิทยากรให้แล้ว)

5.จะใช้รูปแบบไหน และกิจกรรมอะไรบ้าง ถึงจะดีที่สุด?

ผมว่าเราคิดมากไปหรือเปล่า? ปกติเวลาที่เราไปหาคุณหมอ เราต้องคิดไว้ก่อนไหมครับว่า เราจะให้คุณหมอรักษาเราอย่างไร? ใช้ยาอะไรบ้าง? ถ้าต้องทำอย่างนั้น ผมว่าเราน่าจะรักษาตัวเองได้นะครับ ไม่ต้องไปหาหมอหรอก ในทางปฏิบัติแล้ว เราก็แค่เล่าอาการเจ็บป่วยของเราให้คุณหมอทราบ ซึ่งคุณหมอก็จะซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติม หรืออาจจะมีการตรวจLabที่จำเป็นบ้าง หลังจากนั้น คุณหมอก็จะสามารถวินิจฉัยได้ว่า เราป่วยเป็นโรคอะไร และจะให้การรักษาด้วยวิธีไหน ต้องใช้ยาอะไร ซึ่งคุณหมอก็คงต้องซักถามเพิ่มเติมถึงประวัติการเจ็บป่วยและการรักษาที่ผ่านมาด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาในการรักษาครั้งนี้ ซึ่งในการทำODก็เช่นกัน เราไม่ควรไปกำหนดรายละเอียดในการจัดสัมมนาไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะถึงเราจะเคยผ่านการสัมมนาODมาหลายครั้งก็ตาม แต่เราก็ควรต้องเชื่อใจและไว้ใจในดุลยพินิจของวิทยากรด้วยครับ ไม่อย่างนั้น เราจะไปเชิญเขามาเป็นวิทยากรให้เราทำไม ให้บอกแค่ว่า เราต้องการผลลัพธ์อะไรจากการจัดสัมมนาครั้งนี้ อะไรคือข้อจำกัดของเรา คุยกันให้หมดเปลือกครับ วิทยากรเขาจะได้จัดกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมและไม่ซ้ำกับที่เราเคยผ่านมา

หวังว่าข้อมูลข้างต้น คงจะทำให้องค์กรของท่านจัดกิจกรรมODครั้งต่อไปได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องมีคำถามตามมามากมายหลังเสร็จสิ้นการสัมมนา ซึ่งมันคงสายเกินไปที่จะแก้ไขอะไรๆให้ดีขึ้นมาได้?ผมไม่อยากให้ท่านต้องมาลองผิดลองถูก เพราะมันทั้งเสียเวลา เสียเงินเสียทอง และที่สำคัญกว่านั้น คือ"เสียความรู้สึก" ซึ่งความสูญเสียดังกล่าวเราสามารถหลีกเลี่ยงได้

บทส่งท้าย - ธรรมชาติของกิจกรรมOD

ผู้บริหารหลายท่านอาจจะรู้สึกดีใจ ที่่บรรยากาศขององค์กรดีขึ้นในชั่วข้ามคืนของการทำOD(บุคลากรเข้าอกเข้าใจกัน ให้อภัยกัน เลิกหวาดระแวงกัน ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน) และยังแอบหวังอีกด้วยว่าบรรยากาศดีๆแบบนี้จะคงอยู่ชั่้วนิรันดร์ แต่ฝันก็ต้องสลายเมื่อกลับจากODแล้ว ประมาณไม่เกิน 3 เดือน ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม แล้วเราก็มานั่งสงสัยกันว่า "ทำไมน้าาา?..อุตส่าห์เสียเงินเสียทองไปตั้งมากมาย สุดท้ายก็เหมือนเดิม"

ก่อนอื่น เราคงต้องมาำทำความเข้าใจกันก่อนว่า อะไรคือหลักการหรือแนวคิดหลักของOD ?

การที่เราจะปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของคนในองค์กรได้นั้น เราต้องเข้าใจหลักในการทำงานของสมองเสียก่อนว่า สมองก็เปรียบเสมือน"เครื่องจักรผลิตความคิดและทัศนคติ"?หลักการทำงานของมันมีอยู่ว่า?"ไม่ว่าเราจะเอาวัตถุดิบ(ข้อมูล)อะไรใส่เข้าไป ผลผลิต(ความคิดและทัศนคติ)ที่ได้ ก็จะเป็นแบบนั้น"ถ้าเราใส่ข้อมูลที่เป็นลบเข้าไปตลอดเวลา ความคิดและทัศนคติที่ได้ก็จะเป็นลบ แต่ถ้าเราเลือกใส่แต่ข้อมูลที่เป็นบวก ความคิดและทัศนคติที่ได้ก็จะเป็นบวก ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจอะไรที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆระหว่างการทำOD เพราะในช่วงที่ทำODนั้น ผู้เข้าสัมมนาจะได้ข้อมูลที่เป็นบวกเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการที่เราได้ไปอยู่ในสถานที่ที่สวยงาม บรรยากาศที่ผ่อนคลาย อาหารอร่อย กิจกรรมสนุกสนาน ความรู้สึกดีๆและกำลังใจจากเพื่อนๆ ฯลฯ แต่เมื่อเดินทางกลับจากการสัมมนา กลับมีแต่สิ่งที่เป็นลบรออยู่มากมาย อาทิ ผู้บริหารจอมเผด็จการ หัวหน้างานขี้โมโห เพื่อนร่วมงานที่ชอบเอาเปรียบ ลูกค้าที่ชอบเอาแต่ใจ ภรรยาขี้บ่น สามีขี้เมา ฯลฯ พอจะจินตนาการได้ใช่ไหมครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉนั้น ก็คงไม่แปลกที่ระดับความคิดและทัศนคติจะค่อยๆเป็นลบมากขึ้น และสุดท้ายทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

โดยสรุปแล้ว กิจกรรมOD เป็นการสัมมนาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติได้อย่างรวดเร็ว(Dramatic) แต่ผลของมันจะคงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น(ประมาณ 3 เดือน) หากเราต้องการที่จะรักษาบรรยากาศที่ดีขององค์กรเอาไว้ให้ได้นานๆ เราจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบ(System)ที่สามารถเิติมข้อมูลที่เป็นบวก(Positive Data)ให้ผู้คนในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง?มีกระบวนการ(Process)ที่ชัดเจน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปทั่วทั้งองค์กร ?โดยเริ่มที่ผู้บริหารก่อน(ผู้นำทำเป็นตัวอย่าง)แล้วจึงขยายผลสู่ผู้ปฏิบัติ ใช้การเสริมแรงทางบวก(Positive Reinforcements)ในการสร้างแรงจูงใจทั้งภายนอกและภายใน(External & Internal Motivation) จนกระทั่ง ระบบใหม่นี้ได้หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมขององค์กรในที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็คงยังต้องวนเวียนอยู่กับการแก้ปัญหาเดิมๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น

                                                                                                            ด้วยความปรารถนาดีและห่วงใย

นายแพทย์นิวัฒน์  ลีวงศ์วัฒน์